องค์กรไทยใช้ AI แล้วกว่าครึ่ง แต่ 86% ยังบอกไม่ได้ว่าได้ผลอะไร
สรุปสั้น ๆ
ผลสำรวจความพร้อมด้าน AI ปี 2569 ของ NECTEC จาก 574 องค์กรพบว่า 53.7% ใช้ AI แล้ว เพิ่มขึ้นราวสามเท่าจากปี 2567 แต่คะแนนความพร้อมเฉลี่ยอยู่ที่ 40% หรือระดับ “AI Aware” และ 86.4% ของผู้ใช้ยังบอกผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้ จุดอ่อนที่สุดคือธรรมาภิบาล บทเรียนสำหรับธุรกิจคือเริ่มจากงานที่วัดผลได้ก่อนขยายการใช้งาน
ตัวเลขหลักจากผลสำรวจปี 2569
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้ สวทช. เผยแพร่ผลสำรวจความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ขององค์กรไทยเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 โดยเก็บข้อมูลจาก 574 องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ
ผลที่โดดเด่นคือ 53.7% ขององค์กรใช้ AI แล้ว อีก 36.6% มีแผนจะใช้ และมีเพียง 9.8% ที่ยังไม่มีแผน สัดส่วนผู้ใช้เพิ่มขึ้นราวสามเท่าจากปี 2567 ขนาดองค์กรยังเป็นตัวแบ่งที่ชัด องค์กรขนาดใหญ่ใช้แล้ว 67.2% ขนาดกลาง 48.5% และขนาดเล็ก 43.8%
แต่เมื่อดูเฉพาะ 308 องค์กรที่ใช้ AI อยู่ คะแนนความพร้อมเฉลี่ยอยู่ที่ 40.0% ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “AI Aware” หรือแค่รับรู้ ตัวเลขนี้ต่ำกว่าดัชนีปี 2567 ที่ 55.1% แต่ผู้จัดทำอธิบายว่าเป็นเพราะกลุ่มผู้ใช้ใหม่ขยายตัวมาก ไม่ได้แปลว่าความพร้อมลดลง
ใช้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าได้อะไร
ตัวเลขที่ควรหยุดอ่านช้า ๆ คือ 86.4% ขององค์กรที่ใช้ AI ยังระบุผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้ ในจำนวนนี้ 49.4% ไม่เคยวัดผลเลย และ 37.0% ยังอยู่ระหว่างเก็บข้อมูล มีเพียง 13.6% ที่วัดผลแล้วและเห็นผลบวกชัดเจน
คุณค่าที่พิสูจน์ได้ส่วนใหญ่อยู่ที่การลดต้นทุนและลดเวลา ส่วนผลต่อรายได้หรือส่วนแบ่งตลาดยังไม่มีหลักฐานชัด พูดอีกแบบคือองค์กรไทยใช้ AI เพื่อทำงานเดิมให้เร็วขึ้น มากกว่าใช้สร้างรายได้ใหม่
ภาพนี้สอดคล้องกับผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2026 ครึ่งปีแรก ที่สำรวจเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารไทย 265 ราย พบว่า SME ไทยที่สำรวจกว่า 70% กำลังนำ AI มาใช้ และในกลุ่มผู้ใช้ 58% รายงานว่าต้นทุนลดลง ส่วน 44% รายงานว่าผลิตภาพดีขึ้น ทั้งสองแหล่งชี้ไปทางเดียวกันว่าประโยชน์ที่เห็นตอนนี้คือฝั่งประสิทธิภาพ
ใช้ AI ทำอะไร และจุดอ่อนอยู่ตรงไหน
Generative AI ถูกใช้มากที่สุดในงานการตลาด การขาย และบริการลูกค้า (74.7% ของผู้ใช้) ตามด้วยงานวางกลยุทธ์องค์กร (69.8%) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรืองานวิจัย (68.8%) ส่วน Agentic AI หรือ AI ที่ลงมือทำงานแทนได้หลายขั้นตอน มีผู้ใช้แล้ว 26.0%
เมื่อแยกความพร้อมเป็นห้าด้าน ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานได้คะแนนสูงสุด 51.0% ตามด้วยบุคลากร 45.9% กลยุทธ์ 41.8% เทคโนโลยี 32.2% และธรรมาภิบาลต่ำสุดที่ 28.9% แม้ 64.0% ขององค์กรจะมีระบบจัดเก็บข้อมูล แต่มีเพียง 40.8% ที่มีข้อมูลพร้อมใช้กับ AI
ในระดับอุตสาหกรรม ธนาคารเป็นกลุ่มเดียวที่อยู่ระดับ “พร้อม” ด้วยคะแนน 70.7% และได้คะแนนธรรมาภิบาลสูงถึง 81.2% ขณะที่สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารเฉลี่ยเพียง 22.8% ช่องว่างนี้บอกว่าการมีกฎเกณฑ์กำกับเข้มช่วยผลักให้องค์กรวางระบบดูแล AI อย่างจริงจัง
ทำไมตัวเลขสองแหล่งถึงต่างกัน
ผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไม UOB บอกว่า SME ไทยใช้ AI กว่า 70% แต่ NECTEC พบว่าองค์กรขนาดเล็กใช้เพียง 43.8% คำตอบคือทั้งสองสำรวจคนละกลุ่ม คนละขนาดตัวอย่าง และน่าจะนิยามคำว่า “ใช้ AI” ต่างกัน การสำรวจหนึ่งอาจนับการใช้แชตบอตทั่วไปในงานประจำวัน อีกการสำรวจอาจหมายถึงการนำมาใช้ในกระบวนการขององค์กร
สิ่งที่ควรจับจากทั้งสองแหล่งจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แน่นอน แต่เป็นทิศทางร่วม คือการใช้งานขยายตัวเร็ว ผลลัพธ์ที่วัดได้ยังอยู่ฝั่งต้นทุนและเวลา และระบบกำกับดูแลยังตามไม่ทัน
ความหมายสำหรับธุรกิจไทย
ในมุมของเรา ปัญหาของธุรกิจไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่การเข้าไม่ถึงเครื่องมือ แต่คือการเริ่มใช้โดยไม่ได้ตั้งตัวชี้วัดไว้ก่อน เมื่อไม่มีตัวเลขก่อนเริ่ม ก็ไม่มีทางรู้ว่าดีขึ้นจริงหรือไม่ และยากจะตัดสินใจว่าควรลงทุนต่อ
งานที่เหมาะเริ่มก่อนคืองานที่วัดง่ายและทำซ้ำบ่อย เช่น การตอบคำถามลูกค้าที่ซ้ำกัน การร่างคำบรรยายสินค้า หรือการสรุปรายงาน งานเหล่านี้ตรงกับหมวดการตลาดและบริการลูกค้าที่ผลสำรวจพบว่ามีการใช้สูงสุด และวัดผลเป็นเวลาที่ประหยัดได้ชัดเจน
ด้านธรรมาภิบาลซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องมีนโยบายหนาเป็นเล่ม แต่ควรมีกติกาขั้นต่ำ เช่น ข้อมูลลูกค้าแบบไหนห้ามใส่ในเครื่องมือ AI ใครต้องตรวจงานก่อนเผยแพร่ และเครื่องมือไหนที่อนุญาตให้ใช้ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ PDPA โดยตรง
ขั้นตอนที่ควรทำต่อจากนี้
NECTEC เสนอให้มีชุดเครื่องมือธรรมาภิบาล AI ระดับชาติ คลินิกความพร้อมรายอุตสาหกรรม และกลไกช่วย SME ระหว่างรอการสนับสนุนจากภาครัฐ ธุรกิจเริ่มเองได้ตามนี้
สิ่งสำคัญคือเริ่มเล็กแต่วัดได้ โครงการ AI ที่มีตัวเลขก่อนและหลังชัดเจนแม้เพียงงานเดียว มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากกว่าการเปิดใช้เครื่องมือหลายตัวพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าตัวไหนได้ผล
- เลือกงาน 1–2 อย่างที่ทำซ้ำบ่อยและวัดเวลาได้ แล้วจดตัวเลขก่อนเริ่ม
- กำหนดตัวชี้วัดที่ชัด เช่น เวลาตอบลูกค้า ต้นทุนต่อชิ้นงาน หรือจำนวนงานต่อสัปดาห์
- เขียนกติกาการใช้ AI หนึ่งหน้า ครอบคลุมข้อมูลต้องห้ามและการตรวจทาน
- จัดระเบียบข้อมูลที่มีอยู่ให้ค้นหาและใช้ซ้ำได้ ก่อนลงทุนเครื่องมือราคาแพง
- ทบทวนผลทุกไตรมาส แล้วค่อยตัดสินใจขยายหรือหยุด
สิ่งที่ควรจำ
- องค์กรไทยที่สำรวจใช้ AI แล้ว 53.7% เพิ่มขึ้นราวสามเท่าจากปี 2567
- ความพร้อมเฉลี่ยของผู้ใช้อยู่ที่ 40% หรือระดับ “AI Aware”
- 86.4% ของผู้ใช้ยังบอกผลลัพธ์ไม่ได้ เพราะไม่เคยวัดหรือยังเก็บข้อมูลอยู่
- ธรรมาภิบาลเป็นด้านที่อ่อนที่สุด ได้คะแนนเพียง 28.9%
- ประโยชน์ที่เห็นชัดตอนนี้คือการลดต้นทุนและเวลา ไม่ใช่รายได้ใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ผลสำรวจนี้ทำโดยใครและสำรวจกี่องค์กร
NECTEC ภายใต้ สวทช. สำรวจองค์กรภาครัฐและเอกชน 574 แห่งใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเผยแพร่ผลเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569
“AI Aware” หมายถึงอะไร
เป็นระดับความพร้อมที่ได้จากคะแนนเฉลี่ย 40% ของ 308 องค์กรที่ใช้ AI อยู่ หมายความว่าองค์กรรับรู้และเริ่มใช้แล้ว แต่ยังขาดความพร้อมด้านกลยุทธ์ เทคโนโลยี และธรรมาภิบาล
ทำไมองค์กรส่วนใหญ่ยังวัดผล AI ไม่ได้
ผลสำรวจพบว่า 49.4% ไม่เคยวัดผลเลย และ 37.0% ยังเก็บข้อมูลอยู่ สาเหตุที่พบบ่อยคือไม่ได้ตั้งตัวชี้วัดหรือเก็บตัวเลขก่อนเริ่มใช้
SME ควรเริ่มใช้ AI กับงานไหน
งานที่ทำซ้ำบ่อยและวัดผลง่าย เช่น ตอบคำถามลูกค้า ร่างคำบรรยายสินค้า หรือสรุปเอกสาร ซึ่งตรงกับหมวดการตลาดและบริการลูกค้าที่มีการใช้ Generative AI สูงสุดในผลสำรวจ
ตัวเลขของ UOB กับ NECTEC ขัดกันไหม
ไม่ได้ขัดกันโดยตรง ทั้งสองสำรวจคนละกลุ่มและอาจนิยามการใช้ AI ต่างกัน แต่ชี้ทิศทางเดียวกันว่าการใช้ขยายตัวเร็วและประโยชน์หลักอยู่ที่ต้นทุนกับผลิตภาพ
แหล่งอ้างอิง
- AI Readiness Survey: 53.7% of Thai Organizations Now Use AI, but Average Readiness Remains at “Aware” Level · NECTEC (NSTDA) · 2026-09-03
- Thai SMEs lead the region in AI adoption as resilience becomes a business discipline: UOB Business Outlook Study 2026 · ThaiPR.net · 2026-06-30
บทความนี้เขียนใหม่และวิเคราะห์โดยทีม The ADDs ตัวเลขทั้งหมดมาจากแหล่งข้างต้น
อยากให้ทีมช่วยเรื่องนี้?
ที่ปรึกษาการตลาด · ปรึกษาครั้งแรกฟรี
อ่านต่อ
ดูทั้งหมดAI ช่วยลูกค้าเลือกของ แต่ลูกค้ายังมาจ่ายเงินที่เว็บคุณ: บทเรียน Agentic Commerce ปี 2026
Adobe คาดว่าทราฟฟิกจาก AI ไปเว็บค้าปลีกสหรัฐฯ จะโต 130% ช่วงเทศกาลปลายปี ขณะที่การจ่ายเงินในแชตของ ChatGPT ถูกถอยกลับ ธุรกิจควรลงทุนตรงไหน
AI กับธุรกิจรายงาน AI ของ Figma ปี 2026: AI เปลี่ยนวิธีทำงานร่วมกัน มากกว่าแค่ทำงานให้เร็วขึ้น
Figma สำรวจกว่า 8,400 คนใน 10 ประเทศ พบดีไซเนอร์เขียนโค้ดและนักพัฒนาออกแบบมากเป็นประวัติการณ์ และ 9 ใน 10 มองว่างานออกแบบสำคัญไม่น้อยลงในยุค AI
AEO & SEOGoogle เพิ่มลิงก์ใน AI Mode และ AI Overviews: จะช่วยให้คนคลิกเข้าเว็บมากขึ้นจริงไหม
Google ปรับ AI Overviews และ AI Mode ให้แสดงลิงก์ในเนื้อหามากขึ้นและสูงขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลการคลิกให้เจ้าของเว็บดู ขณะที่งานวิจัยชี้ว่าคลิกลดลงไปแล้วมาก

